ภาพรวมปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายหาดท่องเที่ยวของไทย

คำตอบ : ในระยะที่ผ่านมามีการสูญเสียพื้นที่ชายหาดท่องเที่ยวอันเนื่องมาจากกระบวนการกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้พื้นที่ชายหาดซึ่งเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวของประเทศมีสภาพเสื่อมโทรม และลดคุณค่าลงซึ่งจากรายงานสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งทะเลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่า ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย มีอัตราการกัดเซาะรุนแรงเฉลี่ยมากกว่า ๕ เมตรต่อปี และในบางพื้นที่มีการกัดเซาะระดับปานกลาง เฉลี่ย ๑-๕ เมตรต่อปี สำหรับชายฝั่งทะเลฝั่งอันดามันเกิดขึ้นน้อยกว่าฝั่งอ่าวไทย ซึ่งปัญหาดังกล่าวนอกจากจะส่งผลต่อความสูญเสียที่ดิน และทรัพย์สินทั้งภาครัฐและประชาชนแล้ว ยังลดมูลค่าทางเศรษฐกิจสำหรับพื้นที่ชายหาดท่องเที่ยวมากมายนับอนันต์
กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงต่อการพัฒนาการขนส่ง ทางน้ำ และดูแลรักษาร่องน้ำและชายหาดของประเทศ มีความตระหนักถึงผลกระทบจากการกัดเซาะต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมพื้นที่ชายฝั่ง จึงได้มีความพยายามในการป้องกันแก้ไข เพื่อบรรเทาปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ อาทิ การใช้โครงสร้างแข็ง (Hard solution) เช่น กําแพงกันคลื่น กําแพงหรือเขื่อนกันทราย กองหินหรือเขื่อนกัน คลื่นนอกชายฝั่ง หรือการใช้โครงสร้างแบบอ่อน (Soft solution) เช่น การบูรณะชายหาดด้วยการเสริมทรายหรือการปลูกพืช เป็นต้น ซึ่งสำหรับชายหาดจอมเทียน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เลือกใช้วิธีการเสริมทรายชายหาด เช่นเดียวกับที่ ชายหาดพัทยา

ภาพรวมโครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียน จังหวัดชลบุรี

คำตอบ : จากความสำเร็จของโครงการงานเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี ที่ผ่านมา ที่ได้รับผลการตอบรับจากประชาชนพ่อค้าแม่ค้า และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของพัทยาเป็นอย่างดี กรมเจ้าท่า จึงได้จัดสรรงบประมาณจำนวนกว่า ๕๘๖ ล้านบาท ในการเสริมทรายชายหาดจอมเทียนเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๑ หาด เป็นระยะทางกว่า ๓.๕ กิโลเมตร โดยจะเริ่มดำเนินการจากร้านลุงไสวไปจนถึงซอยนาจอมเทียน ๑๑ เป็นระยะที่หนึ่งก่อน ซึ่งหลังจากเสร็จในระยะแรกที่กำหนดไว้คือ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ แล้ว จะขยายเพิ่มเติมอีก ๒.๘ กิโลเมตร ในระยะที่สอง จนสามารถเสริมทรายได้ตลอดทั้งแนวของชายหาดจอมเทียน เมื่อเสริมทรายเสร็จชายหาดจอมเทียนจะได้พื้นที่หน้าชายหาดกว้างขึ้นอีกประมาณ ๕๐ เมตร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจริมชายหาด ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาชายหาดที่สูญหายไป และเพื่อเป็นการปรับทัศนียภาพขายฝั่งให้น่าท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญ โดยในแต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า ๙ ล้านคน สร้างรายได้ให้กับประเทศมากถึงปีละกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้จากผลการศึกษาพบว่า การดำเนินโครงการนี้ มีความคุ้มค่าเงิน ๑ บาทที่ลงทุนไปในการเสริมทราย จะสร้างเม็ดเงินกลับคืนมาในระบบถึง ๓.๒๐ บาท

ภาพรวมธุรกิจการท่องเที่ยวตามชายหาดท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างไรบ้าง

คำตอบ : จากการดำเนินการพัฒนาการท่องเที่ยวทะเลและชายหาดของไทยที่ผ่านมา พบว่ามีประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสูง ซึ่งมีการติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวโลกในหลายพื้นที่ หากแต่อันดับต่างๆที่ไทยเคยได้รับมีจำนวนน้อยลง จากประเด็นปัญหาอุปสรรคต่างๆ รวมไปถึงแนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทะเลและชายหาดในอนาคต ซึ่งต้องเตรียมพร้อมเพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของไทยต่อไป โดยประเด็นปัญหาหลัก

1) การท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดขาดการควบคุมและดูแลในระยะยาว ขาดการบริหารจัดการควบคุมการใช้พื้นที่ชายฝั่งรวมทั้งใต้ทะเล ซึ่งหากไม่ได้รับการอนุรักษ์อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของทะเลไทยในระยะยาว

2) ขีดความสามารถทางการท่องเที่ยวเชิงทะเลและชายหาดยังด้อยกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทยอาจมีขีดความสามารถที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่งรายสำคัญ อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดของไทยยังคงมีชื่อเสียงในระดับภูมิภาค
และจากการศึกษาถึงผลกระทบ และแนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศในระยะ 10 ปีพบว่า

  • การขยายตัวของเมืองส่งผลให้มีความต้องการการท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดมากขึ้น การขยายตัวของเมืองใหญ่จะส่งผลให้มีการขยายตัวของโรงแรมหรือแหล่งท่องเที่ยวใกล้ชายหาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเสื่อมโทรมของพื้นที่ชายหาด และขยะที่เกิดขึ้นจากการบริโภคซึ่งไม่มีระบบการกำจัดที่มีประสิทธิภาพ
  • นักท่องเที่ยวจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การท่องเที่ยวทางทะเลจะมีแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในอนาคตการท่องเที่ยวทางธรรมชาติรวมถึงการท่องเที่ยวทางทะเลจะเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศในโลกมีการขยายตัวของเมืองมากขึ้น ส่งผลให้คนนิยมเข้าหาธรรมชาติเพื่อการพักผ่อนมากขึ้น อย่างไรก็ตามกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะทำให้การท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดต้องมีแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐควรมีการควบคุมการเปิด-ปิดแหล่งท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการดูแลทรัพยากรในระยะยาวให้อำนาจกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในการควบคุม การเปิด-ปิดแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบจากการเข้าใช้พื้นที่มากกว่าความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งนี้การพัฒนาการท่องเที่ยวทะเลและชายหาดควรกระจายนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่หลังหาดเพิ่มเติมจากการท่องเที่ยวชายหาดเพียงอย่างเดียว และชายหาดบางแห่งจำเป็นต้องได้รับการอนุรักษ์และปกป้องไว้ หรืออาจต้องมีการแบ่งพื้นที่บางส่วนสำหรับการท่องเที่ยว บางแห่งสำหรับการอนุรักษ์

โครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียน จะส่งผลต่อภาพรวมการท่องเที่ยวอย่างไร

คำตอบ : จากการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดกลุ่มทะเลตะวันออก ก่อนสถานการณ์ โควิด-๑๙ พบว่าในกลุ่มสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดกลุ่มทะเลตะวันออกของประเทศไทย จะมีการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยเท่ากับ ร้อยละ ๑๐.๒๓ ต่อปี แบ่งเป็นการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยโดยเฉลี่ย ร้อยละ ๑๑.๘๒ ต่อปี และการเติบโตของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉลี่ยร้อยละ ๗.๗๑ ต่อปี
จังหวัดที่มีการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยมากที่สุดคือจังหวัดชลบุรี โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดโดยเฉลี่ยร้อยละ ๑๒.๕๒ แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ ๑๙.๐๖ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ ๘.๑๑ จังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวรองลงไป ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี เฉลี่ยเติบโตร้อยละ ๑๐.๖๓ จังหวัดระยอง เฉลี่ยเติบโตร้อยละ ๗.๖๗ และจังหวัดตราด เฉลี่ยเติบโตร้อยละ ๖.๔๕ ตามลำดับ
หากโครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียนแล้วเสร็จตามกำหนดการ และสถานการณ์ โควิด-19 ได้รับการแก้ไขให้เบาบางลง คนทั่วโลกสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข เชื่อว่า ชายหาดจอมเทียน และพัทยา จะกลับมาคึกคักมากกว่าเก่าอย่างแน่นอน